ไวยากรณ์หลักๆของภาษาญี่ปุ่นมี 3 ข้อค่ะ

1. กรรมอยู่หน้ากริยา
ประโยคภาษาญี่ปุ่นจะเรียงจาก ประธาน - กรรม - กริยา ค่ะ  เช่น

watashi wa gohan o tabemasu
ฉันจะกินข้าว

 

2. คำขยายจะวางไว้หน้าคำหลัก   เช่น

atarashii kuruma
รถคันใหม่ (ใหม่ขยายรถ)

 

3. คำช่วยตามหลังคำหลัก
ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่สุภาพค่ะ  รูปสุภาพจะมีคำช่วยเยอะมาก  การเรียงประโยคที่ครบถ้วนเลยกลายเป็น
ประธาน - คำช่วยประธาน - กรรม - คำช่วยกรรม - กริยา - คำช่วยกริยา

คำช่วย ก็เช่น
wa   ชี้ประธาน  อันไหนอยู่หน้า wa เป็นประธานแน่นอน  ตัว wa นี้เวลาเขียน เขียนด้วยตัว は (ha) แต่ออกเสียง wa ค่ะ
o   ชี้กรรม  อันไหนอยู่หน้า   ก็เป็นกรรมไป
e   ชี้ทิศทางการเคลื่อนที่ของกริยา
ni  ใช้เหมือน  e, ใช้กับกริยา ไป มา กลับ และใช้ชี้สถานที่, บอกเวลา
no   ชี้ว่านามตัวหน้าขนายนามตัวหลัง,  แสดงความเป็นเจ้าของ
ga   แสดงความมีอยู่,  ความปรารถนา(อยาก), ความชอบ, ความสามารถ, แสดงสภาพ, ความรู้สึก (และอื่นๆอีกมากมาย ... )
นอกจากนั้นก็ยังมีพวกคำที่มีความหมายในตัวของมันเอง เช่น
de 
ด้วย, กับ
mo 
ด้วย,  เช่นกัน
ne   นะ, เนอะ

คำช่วยบางตัวจะสามารถละได้โดยยังเข้าใจกันอยู่  แต่บางตัวจะตัดออกไม่ได้   คำที่มีความหมายในตัวจะตัดออกไม่ได้ค่ะ
เรื่องคำช่วยต้องแยกเขียน entryทีละตัวอีกทีค่ะ

 

การแต่งประโยคนะคะ  วางตามรูปเลย 
ประธาน - คำช่วยประธาน - กรรม - คำช่วยกรรม - กริยา - คำช่วยกริยา  เช่น

watashi wa Nihon ni ikimasu
ฉันจะไปญี่ปุ่น (ญี่ปุ่นไม่ได้ถูกกระทำใช้ o ไม่ได้  คำช่วยจะเป็น ni หรือ e ก็ได้ ... รออ่านละเอียดตอนเขียนเรื่องคำช่วย ni  นะคะ)

 

ถ้าจะแต่งประโยคยาวๆก็ได้ค่ะ  วางไปเลย เช่น

watashi wa HOTERRU e anata no tomodachi to kare no kuruma de gozen san ji ni ikimasu.
ฉันจะไป
โรงแรมกับเพื่อนของคุณด้วยรถของเขาตอนตีสาม (ไปทำอะไรกัน = =?)

ตรงส่วนตัวเอียงสามารถสลับตำแหน่งได้ค่ะ  ที่ต้องคงไว้คือประธานหน้าสุด และกริยา(ผันรูปแล้ว)หลังสุด
คำช่วยจะเป็นคนให้ความหมายเอง สลับที่กันเลยไม่งงค่ะ

 

ประโยคเหล่านี้เลยให้ความหมายเหมือนกันค่ะ

watashi wa anata no tomodachi to HOTERRU e kare no kuruma de gozen san ji ni ikimasu.

watashi wa kare no kuruma de anata no tomodachi to gozen san ji ni HOTERRU e ikimasu.

watashi wa gozen san ji ni HOTERRU e anata no tomodachi to kare no kuruma de ikimasu.

แต่บางทีอาจจะเอาเวลาขึ้นมาไว้หน้าประธานได้ค่ะ เช่น

gozen san ji, watashi wa HOTERRU e anata no tomodachi to kare no kuruma de ikimasu.
ตีสามฉันจะไปโรงแรมกับเพื่อนของคุณด้วยรถของเขา

 

งงได้ที่มั๊ยคะ?
จะค่อยๆเขียนเรื่องคำช่วยไปค่ะ ... ช่วงนี้คนเขียนบล็อคชีวิตวุ่นวายเล็กน้อยอาจจะอัพช้าหน่อย
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ ^^

คำทักทายภาษาญี่ปุ่น

posted on 23 Jan 2009 20:36 by kimochii in Idioms

ห่างหายไปนาน  วันนี้มาดูเรื่องคำทักทายและประโยคที่ใช้บ่อยๆกันค่ะ

การสวัสดี ... แบ่งตามเวลาค่ะ  อันนี้ส่วนใหญ่ทราบกันดีแล้ว  ลองมาทวนอีกครั้งค่ะ
ohayo gizaimasu  สวัสดีตอนเช้า  ใช้ตั้งแต่ตื่นนอนถึงเที่ยง
Konnichi wa  สวสัดีตอนกลางวัน  ใช้หลังเที่ยงจนก่อนมืด
Konban wa   สวัสดีตอนค่ำ  ใช้ตั้งแต่เริ่มมืดถึงเข้านอน
ทั้งนี้อาจใช้  Oyasuminasai ได้ค่ะ  ความหมายประมาณ ราตรีสวัสดิ์  ใช้บอกลาตอนกลางคือ หรือใช้เวลาจะวางหูโทรศัพท์ตอนกลางคืนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องพูดเฉพาะก่อนนอนเสมอไป

การแบ่งเวลาเพื่อใช้คำทักทายนั้นไม่ตายตัวค่ะ  แต่ละคนอาจจะมองไม่เหมือนกันว่าตอนนี้มืดรึยัง เพราะฉะนั้น หากสองคนทักทายกันด้วยคนละคำก็ไม่แปลกค่ะ เช่น
A: Konban wa
B: Konnichi wa

ก็ไม่เป็นไร   หรือถ้าบังเอิญวันนี้ตื่นสาย ตื่นมาบ่ายโมงกว่าๆก็ยังอาจจะทักทายคนที่บ้านว่า Ohayo gozaimasu ได้เช่นกัน ไม่ผิดแต่อย่างใดค่ะ

การบอกลา
ที่คุ้นเคยกันคงเป็น   sayonara  อันนี้แปลว่าลาก่อนค่ะ
นอกจากนั้นยังอาจลาด้วย  mata aimasho  อันนี้แปลว่า ไว้พบกันใหม่ โดยไม่ได้ระบุเวลาที่จะพบกันแน่นอน
แต่ถ้ารู้ว่าจะเจอกันเมื่อไหร่ ก็ให้วางเวลาไว้ระหว่างสองคำ  เช่น mata ashita aimasho  แปลว่า แล้วเจอกันพรุ่งนี้ เป็นต้นค่ะ
ถ้าไม่เป็นทางการก็ลาด้วย jane ได้ ... คามหมายประมาณ บ๊ายบาย ของเรานี่เอง  อันนี้ไม่เป็นทางการ ไม่ควรใช้กับคนที่ฐานะสูงกว่านะคะ

การขอบคุณ/ขอโทษ
ขอบคุณเคยพูดถึงเฉียดๆไปแล้วว่าคือ arigatou gosaimasu
หากเติม  domo เป็น domo arigatou gosaimasu  จะแปลว่า ขอบคุณมากๆ  และจะสุภาพขึ้นด้วย
และ domo ก็ใช้ขอบคุณเช่นกัน  ผู้ใหญ่มันใช้กับเด็กๆ (ทบทวนในเรื่อง คำว่า มาก นะคะ)
การตอบคำขอบคุณก็  doita shimashite แปลว่าไม่เป็นไร ใช้กับคำขอบคุณค่ะ

ส่วนการขอโทษ  ก็คงเป็น  gomenasai
ถ้าเพื่อนๆกับ แบมบีชอบใช้  gomen ne ลดความสุภาพเพิ่มความเป็นกันเอง  อาจจะประมาณ "ขอโทษนะ" ( ne  แปลว่า นะ อยู่แล้วด้วยค่ะ)
ซึ่งถ้าขอโทษมา ควรจะตอบว่า  daijobu desu  อันนี้แปลว่า ไม่เป็นไร  ใช้ได้ทุกกรณีค่ะ
นอกจากนั้น  sumimasen  นี่จะเป็นคำขอโทษที่ไม่ผิด  ตรงกับภาษาอังกฤษประมาณ excuse me
มักใช้นำหน้าประโยคขอร้องเพื่อความสุภาพค่ะ  เช่น
sumimasen, keisatsu sho wa dochira desu ka?
ขอโทษค่ะ  สถานีตำรวจไปทางไหนคะ

การแนะนำตัว
jiko shokai shimasu
ขอแนะนำตัวนะคะ

shokai แปลว่า การแนะนำ  
jiko มาจาก jibun แปลว่าตัวเองค่ะ
ดูรูปประโยคค่ะ

hajimemashite
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
watashi wa banbii desu
ฉันแบมบีค่ะ
dozo yoroshiku onegaishimasu
ฝากเนื้อฝากตัวและขอความกรุณาด้วยนะคะ

hajimemashite
แปลว่า ยินดีที่ได้รู้จัก  ใช้เวลาเจอกันครั้งแรกครั้งเดียวเท่านั้นค่ะ
(ถ้าเจอกันครั้งแรกลืมพูดก็ไม่ต้องตามไปพูดทีหลังนะเอ้อ)

watashi wa banbii desu
อันนี้อาจจะใช้เป็น watashi no namae wa banbii desu ก็ได้ ... แปลว่า ฉันชื่อแบมบีค่ะ (ชื่อของฉันคือแบมบี)
เรื่องการจัดประโยคถ้าใครยังไม่ทราบรออ่านละเอียดต่อไปนะคะ

yoroshiku แปลว่า ฝากเนื้อฝากตัว
onegaishimasu แปลว่า ขอความกรุณา
ตามนั้นค่ะ

คำทักทายอื่นๆ
o-genki desu ka แปลว่า สบายดีมั๊ยคะ  นิยมใช้ถามเพื่อมารยาทค่ะ
ซึ่งคำตอบมีอย่างเดียวคือ  genki desu  สบายดีค่ะ อาจจะใช้ hai, นำหน้า จะสุภาพขึ้น
ถึงไม่สบายก็นิยมตอบว่าสบายดีเป็นมารยาทค่ะ  นอกจากจะสนิทกันแล้ว อันนี้โอดครวญได้
สังเกตว่าตอนถามมี o- อยู่หน้า  แต่ตอนตอบไม่มี
ทั้งนี้ o- เป็นคำยกย่องค่ะ  คนญี่ปุ่นจะถ่อมตัวและยกคนอื่น  เวลาถามคนอื่นเลยใช้รูปยกย่อง  เวลาตอบสภาพตัวเองก็ไม่ต้องยกย่อง

วันนี้แค่นี้ก่อนค่ะ (เริ่มไม่รู้จะเขียนอะไร อิอิ)
พบกันคราวหน้าค่ะ

การเขียนและอ่าน romanji

posted on 17 Jan 2009 14:25 by kimochii in writing

เคยเขียนไปคร่าวๆว่า การเขียนแบบโรมันจิคือการเขียนเสียงญี่ปุ่นด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ
เอาให้เห็นภาพก็ประมาณการเขียนแบบคาราโอเกะของภาษาไทยแหละมั๊ง ... แต่โรมันจิเขามีหลักของเขาค่ะ

 

การเขียนก็ตามเสียงของตัวอักษรแต่สะตัวเลย (ตามตารางอักษรน่ะค่ะ) ...

 

หากเป็นเสียงยาวก็อาจใส่ขีดข้างบน เช่น Dōmo (มาก ใช้กับขอบคุณ)
หรือใช้ตัวอักษรคู่ เช่น oishii (อร่อย)
หรือใช้ตัว u ช่วยลากเสียง o เช่น Arigatou (ขอบคุณ)
แต่อันนี้คิดว่า(คิดเอาเองนะ)ว่าไม่ตายตัว เพราะเห็นใช้ปนกันไปหมด = =

 

ส่วนถ้าเสียงควบ ... ตัวหน้าจะลดรูปสระไป เสียงหลังจะกลายเป็นรูปสะกดค่ะ
เช่น きゃ  = ki+ya ลดรูปสระตัวแรกได้ K + ya = Kya
ひょ  = hi + yo ลดรูปสระตัวแรกได้ h+yo = hyo  เป็นต้นค่ะ

 

ส่วนการอ่าน ... ก็อ่านตามที่เห็นแหละ 55 (เขียนแบบนี้จะเขียนทำไม บล็อคน่ะ = =")

หลักๆตามนั้นค่ะ ... ส่วนการออกเสียงบางตัวที่น่าจะทราบคือ

K ถ้าอยู่ต้นคำออกเสียงเป็น ข/ค เช่น Kimochi = คิโมจิ  (ความรู้สึก)
   ถ้าอยู่ท้ายคำออกเสียงเป็น   เช่น Tako = ทาโ (ปลาหมึกยักษ์) << tako นี่เป็นคำด่าในญี่ปุ่นได้ด้วยค่ะ .. ไม่รู้ว่าทำไม แต่คนญี่ปุ่นเค้าไม่ชอบ ="= ... ส่วนปลาหมึกกล้วยแบนๆเรียก ika = อิ ค่ะ

T ถ้าอยู่ต้นคำออกเสียงเป็น ถ/ท เช่น Taki = ากิ (น้ำตก <<เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ... ไม่ใช่ของกินนะ = =")
   ถ้าอยู่ท้ายคำออกเสียงเป็น   เช่น Ashita = อะชิ (วันพรุ่งนี้)

G ถ้าอยู่ต้นคำออกเสียงเป็น เช่น Gakusei = กักเซ* (นักเรียน)
   ถ้าอยู่ท้ายคำออกเสียงเป็น   เช่น Mango = มังโ (มะม่วง) < ย้ำอีกทีค่ะ .. มะม่วงนี่ อย่าออกเสียง "โกะ" เด็ดขาด

* Gakusei อ่าน กักเซ ... ตัว ku หากอยู่กลางคำจะไม่ออกเสียง u ค่ะ ... เวลาออกเสียงเลยเหลือแต่ k (จริงๆก็คือการพูก กัก-คุ-เซ เร็วๆ เป็นกักเซ ค่ะ)

N (กรณีตัวสะกด ん) ออกเสียงได้ทั้ง ง/น/ม ขึ้นอยู่กับตัวอักษรถัดไป  โดยปกติจะเป็น ค่ะ .. เช่น sumimasen = สึมิมาเซ (ขอโทษเวลาไม่ผิด ... entry หลังจะมาเขียนอธิบายค่ะ)
หากมีตัวตามหลัง เสียงของ n จะเป็นไปตามตัวอัษรที่ตามมาค่ะ  เช่น Konnichi wa = คนิจิวะ  สวัสดีตอนบ่าย (เสียง ตาม นิ)
Konban wa = คบังวะ สวัสดีตอนค่ำ (เสียง ตาม บัง ... คือ ม เป็นเสียงหุบปากเหมือน บ ค่ะ ... ลองออกเสียงดู สังเกตว่าการออกเสียง n ด้วย ม นี้จะลื่นกว่า คนบังวะ หรือ คงบังวะ .. คือไม่ต้องเปลี่ยนปากเวลาออกเสียงค่ะ ..)
Kongetsu = คเง็ทซึ เดือนนี้  (เสียง ตาม เง็ท ... g ท้ายพยางค์เสียง ง จำได้มั๊ยเอ่ย?)

 

เรื่องคำทักทายจะเขียนสรุปให้อีกทีนะคะ ^^

 

เวลาสระติดกันมักจะออกเสียงเป็นพยางค์เดียวค่ะ (ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคนญี่ปุ่นพูดเร็วมาก ... ถ้าเขาพูดช้าๆก็พอจะฟังเป็นสองพยางค์ได้นะ) ได้แก่พวก ai, au, ie, ou
เช่น Hai, = ไฮ่ (ฮะ-อิ) เป็นคำตอบรับ  ใช้นำหน้าประโยคตอบรับเพื่อเพิ่มดีกรีความสุภาพค่ะ

 

 พิเศษสำหรับตัว tsu つ  ... ถ้า tsu อยู่กลางคำ จะอ่านโดยเอา t ไปรวมกับพยางค์หน้าค่ะ
เช่น Kutsu  くつ = คุท-สึ (KUT SU)... ไม่ไช่ คุ-ซึ (KU TSU)  คำนี้แปลว่ารองเท้าค่ะ =w=

 

ว่าด้วยรองเท้าหน่อย .. ของแถม ...
kutsu = รองเท้า  รองเท้าผ้าใบ รองเท้าคัทชู
surippa = รองเท้าแตะสำหรับใส่ในบ้าน ... อันนี้มาจาก slippers นั่นเอง  สะกดด้วยตัวคาตะคานะค่ะ
sandaru = รองเท้าแตะ .. แบบรองเท้าคีบตราดาวเทียมบ้านเราน่ะค่ะ ... มาจาก sandles  สะกดด้วยคาตะคานะเช่นกัน
Geta = รองเท้าเกี๊ยะ  รองเท้าไม้
.. มีรองเท้าอะไรอีกไหมนะ = = ... นึกได้แค่นี้ก่อนค่ะ

 

วันนี้แค่นี้ก่อนค่ะ ^^
ต่อไปเขียนเรื่องอะไรดี = = ... อาจจะเป็นคำทักทายก่อนค่ะ ... กำลังคิดจะเขียนเรื่องคำช่วย แต่ถ้าเริ่มคงเขียนกันเป็นอาทิตย์แน่ =w=
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยม มาชม มาคอมเมนต์ มาสงสัยว่า kimochii คืออะไรนะคะ XD

edit @ 17 Jan 2009 15:13:59 by Bambii